วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ประสบการณ์จริง ผ่าตัดหัวใจโรงพยาบาลกรุงเทพ ชีวิตผมตอนนั้นก็ขึ้นอยู่กับมือของหมอที่นี่



ม.ร.ว.วุฒิสวัสดิ์ สวัสดิ์วัฒน์ ประธานบอร์ดเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมเดิร์น เอเวอร์นิว (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่ผ่านประสบการณ์แห่งชีวิตดังกล่าว จนถึงกับเคยกล่าวไว้ว่าการเยียวยารักษาครั้งนั้นนับเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดในชีวิต

ม.ร.ว.วุฒิสวัสดิ์ สวัสดิ์วัฒน์

“ก่อนที่จะมารักษาที่โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ผมรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอื่น เมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้วเคยผ่าตัดหัวใจเพื่อเปลี่ยนหลอดเลือด 4 เส้น หลังจากนั้นร่างกายก็ปกติ แต่ต้องไปพบหมอประจำทุก 2 เดือน ผมคิดว่าร่างกายแข็งแรงดีก็ทำงานปกติ  ขับรถเอง จนกระทั่งวันหนึ่งนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานก็รู้สึกว่าปวดหลังมาก จากนั้นก็สลบไป จำได้ว่ารถพยาบาลนำตัวไปส่งที่โรงพยาบาลเดิมที่เคยรักษา มาทราบตอนหลังว่าโรงพยาบาลนั้นไม่สามารถรักษาได้จึงได้ส่งตัวผมมาที่นี่ ชีวิตผมตอนนั้นก็ขึ้นอยู่กับมือของหมอที่นี่ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องยินดี หลังจากการผ่าตัดและพักฟื้นที่โรงพยาบาลหลายเดือน ผมก็ดีขึ้น และที่สำคัญแข็งแรงกว่าเดิมด้วย”

อาการปวดหลังอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นกับ ม.ร.ว.วุฒิสวัสดิ์ เป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงที่โป่งพองแตกในช่องท้อง ซึ่งนายแพทย์วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล รองผู้อำนวยการศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ หนึ่งในทีมผู้ทำการรักษากล่าวว่า การรักษา ม.ร.ว.วุฒิสวัสดิ์ในครั้งนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ต้องตัดสินใจรักษาในทันที เพราะมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 50%
“หลังจากที่ทำการตรวจดูอาการ เราพบว่าความดันตกและอยู่ในภาวะที่เรียกว่าช็อก ท้องอืด ใหญ่ แน่นท้อง ลักษณะเช่นนี้ แสดงว่ามีการสูญเสียเลือดออกไปทางใดทางหนึ่งในช่องท้อง สิ่งที่เราจำเป็นต้องนึกถึงในผู้ป่วยที่มีอายุค่อนข้างมากและมีภาวะของโรคของเส้นเลือดก็คือ มีภาวะหลอดเลือดแดงโป่งพองแตกหรือไม่ จึงได้ส่งไปตรวจด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และได้พบว่ามีเส้นเลือดแดงโป่งพองในช่องท้องขนาดประมาณ 9 เซนติเมตร ซึ่งคนปกติอยู่ที่ประมาณ 2 เซนติเมตร และมีรอยแตกบริเวณต่ำกกว่าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร การที่มีรอยแตกแบบนี้เป็นเหตุให้เลือดออกในช่องท้องในปริมาณที่ค่อนข้างมาก ซึ่งต้องรีบทำการผ่าตัด แต่ในกรณีของคุณชายก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีประวัติพบว่าปอดทำงานไม่ดีจากภาวะของโรคถุงลมโป่งพอง ประกอบกับภาวะหัวใจที่เคยเป็นโรคหลอลเลือดหัวใจตีบมาก่อนด้วย”
 
การวินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนทำให้ทีมแพทย์สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเท่ากับว่าโอกาสในการช่วยชีวิตของผู้ป่วยมีสูงขึ้นด้วย และผลของการผ่าตัดก็เป็นที่น่าพอใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น นายแพทย์วิฑูรย์กล่าวว่าเป็นผลมาจากความร่วมมือของทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ  ทั้งทีมแพทย์อายุร        กรรม ทีมวิสัญญีแพทย์ ทีมศัลแพทย์ ทีมรังสีแพทย์ ทีมพยาบาล ตลอดจนประสิทธิภาพของระบบส่งต่อผู้ป่วย

ทุกวันนี้ ม.ร.ว.วุฒิสวัสดิ์ในวัย 73 ปีมีสุขภาพที่แข็งแรงมาก และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากทีมแพทย์ ถึงการดูแลร่างกายให้แข็งแรง นายแพทย์วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล ฝากปิดท้ายว่า “สิ่งสำคัญที่สุด คือการดูแลตัวเอง หมั่นออกกำลังกาย ลดความเครียด เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดตามมาได้”

https://www.bangkokhospital.com/hearthospital/th//
Share This:   FacebookTwitterGoogle+

ข่าวดี สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

เทคโนโลยีผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ผ่านกล้อง แบบ 3 มิติ


ขึ้นชื่อว่าโรคมะเร็ง คงไม่มีใครอยากจะให้เกิดกับตนเองและคนใกล้ชิด แม้ว่าปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีที่จะป้องกันโรคมะเร็งไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่มีมะเร็งบางประเภท ที่เราสามารถตรวจพบ และกำจัดได้ ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เช่น มะเร็งลำไส้-ใหญ่
   มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่พบบ่อย เป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 6 ในเพศหญิง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการที่ทำให้สงสัยโรคนี้มีหลายอย่าง เช่น ซีดลง การขับถ่ายผิดปกติ ถ่ายมีมูกเลือด ปวดเบ่ง น้ำหนักลด เป็นต้น     แต่อาการเหล่านี้กว่าจะพบ มักกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่  ระยะ 2-3 ขึ้นไป อาการเริ่มแรกของมะเร็งกลุ่มนี้คือ ไม่มีอาการ แต่เราสามารถตรวจได้โดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ซึ่งแนะนำในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
มะเร็งลำไส้ใหญ๋

   การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในปัจจุบัน ประกอบด้วย การผ่าตัด การให้ยา และการฉายรังสี โดยการรักษาด้วยการผ่าตัด ถือเป็นวิธีการรักษาหลัก โดยตัดก้อนเนื้องอก และเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองในบริเวณที่อาจมีการกระจายของเนื้อ-งอกออกทั้งหมด โชคดีที่การผ่าตัดปัจจุบันได้มีการพัฒนามีการลดความรุนแรงจากการรักษา โดยใช้เทคโนโลยี ผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic colorectal surgery) โดยเจาะรูเล็กๆ ที่หน้าท้องเพื่อช่วยลดการบาดเจ็บ ฟื้นตัวได้เร็ว มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าโดยให้ผลการรักษาเทียบเท่าการผ่าตัดหน้าท้องขนาดใหญ่เหมือนในอดีต
   
ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ทุกรูปแบบ ทุกระยะของโรค ตั้งแต่วินิจฉัยจนถึงการรักษาทาง รพ. มีทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้อง มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักร่วมกับเทคโนโลยี ผ่าตัดผ่านกล้อง แบบ 3 มิติ ทำให้เพิ่มความแม่นยำ และความปลอดภัยในการผ่าตัด เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

Share This:   FacebookTwitterGoogle+

การรักษาโรคมะเร็ง คนเป็นไม่อยากรู้ คนรู้ไม่อยากรักษา


การรักษามะเร็งนั้นมักขึ้นอยู่กับตรวจวินิฉัยจุดที่เป็นโรค และมีวิธีที่ให้การรักษาแบบ ผสมผสานของ ศัลยกรรม รังสีรักษา เซลล์มะเร็ง เคมีบำบัด การรักษาโดยการใช้ฮอร์โมน และการรักษาโดยการเพิ่ม ภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกาย เพื่อที่จะได้กำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไปจากร่างกาย เพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง

โรงพยาบาลกรุงเทพเรามุ่งมั่นที่ให้บริการทั้งทางด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งทางด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ได้อย่างครบวงจร ทางโรงพยาบาล มีบุคลากรทางด้านการแพทย์ ที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญสูง ในด้านโรคมะเร็ง ประกอบด้วยทีมแพทย์ ทางด้านรังสีวินิจฉัย เวชศาสตร์นิวเคลียร์ พยาธิแพทย์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านผ่าตัดโรคมะเร็ง แพทย์รังสีรักษา แพทย์ด้านรังสีร่วมรักษา อายุรแพทย์ด้านโรคมะเร็ง จิตแพทย์ แพทย์ผู้รักษาด้านความเจ็บปวด โภชนากร และทีมพยาบาลเฉพาะทางๆด้านโรคมะเร็ง 

1. สาเหตุเกิดจากสิ่งแวดล้อมหรือ ภายนอกร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันนี้เชื่อกันว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้นั้นได้แก่
1.1 อาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากมีสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนมาในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น สารพิษจาก เชื้อราที่มีชื่อว่า อัลฟาทอกซิน (Alfa toxin) และสารก่อมะเร็งที่เกิดจากอาหารที่มีการปิ้ง ย่าง พวกไฮโดคาร์บอน (Hydrocarbon) สารเคมีที่ใช้ในขบวนการถนอมอาหาร ที่ชื่อว่าไนโตรซามิน (Nitrosamine) สีผสมอาหารที่มาจากสีย้อมผ้า เป็นต้น
1.2 เชื้อไวรัสชนิดต่างๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสฮิวแมนแพบพิลโลมา
1.3 รังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดดและรังสีเอ็กซเรย์
1.4 พฤติกรรมเสี่ยงอย่างเช่น การสูบบุหรี่และดื่มสุรา เป็นต้น
1.5 การติดเชื้อจากช่องทางเดินอาหาร เช่น โรคพยาธิใบไม้ในตับ 
2. เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งจะพบเป็นส่วนน้อย เช่น เด็กที่มีความพิการมาตั้งแต่กำเนิดจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้สูงกว่าเด็กปกติ เป็นต้น การมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องและภาวะโภชนาการไม่ดี เช่น การขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ และซี เป็นต้น จะเห็นได้ว่า มะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้น มะเร็งก็น่าจะเป็นโรคที่สามารถ ป้องกันได้เช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่นๆ ถ้าประชาชนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง และสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว แล้วพยายามป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากมลภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารพิษต่างๆ เหล่านั้น เช่น งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงจากบริเวณ ที่มีควันบุหรี่ เป็นต้น
สำหรับสาเหตุภายในร่างกายนั้นการป้องกันคงไม่ได้ผลแต่ทำให้ ทราบว่า ตนเองจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งสูงหรือมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ดังนั้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้ในเรื่องของมะเร็งต่อไป ในกรณีที่เป็นมะเร็งแล้วได้ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกๆ ซึ่งจะมีการตอบสนองในทางที่ดีต่อการรักษาค่อนข้างสูงกว่าผู้ที่ตรวจพบมะเร็งในระยะกลางหรือระยะหลังสุด
ปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การดื่มสุรา สูบบุหรี่ การบริโภคอาหารมัน หรือเนื้อแดง การได้รับรังสีที่ทรวงอกตั้งแต่เด็ก เป็นต้น
การประเมินว่าผู้หญิงกลุ่มไหนจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้มากน้อยเพียงใดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการตรวจสอบประวัติครอบครัว และหากประเมินแล้วมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเท่ากับประชาชนทั่วไป การเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมสำหรับผู้หญิง จะเริ่มที่อายุ 50 ปี ในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมจะแบ่งความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมเป็นสองระดับคือ ระดับปานกลาง และระดับสูง
หลังจากการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยการซักประวัติคนในครอบครัวแล้วผลปรากฏว่าอยู่ในระดับปานกลาง คุณจะได้รับคำแนะนำในการตรวจ Mammogram โดยต้องเข้ารับการตรวจปีละครั้ง สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวอยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม จำเป็นจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด



https://www.bangkokhospital.com/wattanosoth/th/centers-and-clinics/cancer-center/
Share This:   FacebookTwitterGoogle+

มะเร็งของผู้หญิง มะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงหรือคุณพาตัวไปเสี่ยง

มะเร็งเต้านม


ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.กริช โพธิสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ และศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศีรษะ คอ และเต้านม
ได้ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ ‘มะเร็งเต้านม’ ดังนี้ คือ “มะเร็งชนิดนี้ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคจึงยังไม่สามารถหาวิธีป้องกันได้ โดยกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้หญิงที่มีพี่น้องสายตรง และ/หรือมารดาที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ผู้ที่มีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี หรือมารดาที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตัวเอง ผู้ที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อยซึ่งปัจจุบันพบได้มากในเด็กไทย เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันและการรับประทานอาหารของเด็กรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากนี้ การอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะและการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงก็อาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคได้”
โรคมะเร็งเต้านมเกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งซึ่งอาจจะเกิดกับท่อน้ำนม หรือต่อมน้ำนมก็ได้ ดังนั้นควรรีบพบแพทย์หากมีอาการเหล่านี้
  • มีก้อนที่เต้านม
  • มีการเปลี่ยนแปลงขนาด และรูปร่างของเต้านม
  • ผิวหนังเปลี่ยนแปลง เช่น รอยบุ๋ม ย่น หดตัว หนาผิดปกติ บางส่วนมีสะเก็ด
  • หัวนมมีการหดตัว คัน หรือแดงผิดปกติ
  • มีเลือด หรือน้ำออกจากหัวนม
  • เจ็บเต้านม (มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่เจ็บนอกจากก้อนโตมากแล้ว)
  • การบวมของรักแร้ เพราะต่อมน้ำเหลืองโต
โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมในระยะแรกๆ มักไม่มีอาการอะไร ส่วนมากมักรู้ได้จากการคลำพบก้อนที่เต้านมหรือรักแร้เต้านมมีการเปลี่ยนแปลงขนาด มีน้ำไหลออกจากหัวนม รู้สึกเจ็บหรือหัวนมถูกดึงรั้ง รวมทั้งผิวเต้านมมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็งมากแล้ว จะมีอาการปวดกระดูก น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ไอ เหนื่อย หรือมีอาการทางสมองเป็นต้น
“ปัจจุบันการรักษาได้พัฒนาไปมาก สามารถวินิจฉัยได้เร็วขึ้นและรักษาให้หายขาดได้ โดยไม่ต้องสูญเสียเต้านม หรือเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกทั้งหมด ในรายที่จำเป็นต้องตัดเต้านมทั้งเต้าก็สามารถสร้างเต้านมขึ้นมาใหม่ได้โดยใช้ผิวหนัง ไขมัน และกล้ามเนื้อจากหน้าท้อง นอกจากนี้ ยังสามารถตกแต่งหัวนมเทียมให้คล้ายกับของจริงมากที่สุดอีกด้วย”

หลังผ่าตัด ผู้ป่วยบางรายอาจต้องให้สารเคมีบำบัด ซึ่งอาจมีภาวะแทรกซ้อน หรือผลข้างเคียงบ้าง แต่เมื่ออยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญแล้ว ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตระหว่างการรักษาได้แทบจะเหมือนปกติ 

“สิ่งที่เราพยายามทำอยู่ตอนนี้ คือ การวินิจฉัยการเกิดมะเร็งเต้านมให้แม่นยำที่สุด เพื่อให้การรักษานั้นได้ผลและมีโอกาสหายขาดมากขึ้น สำหรับผู้ที่อายุ 20 ปี ขึ้นไป การคลำเต้านมด้วยตนเองเป็นวิธีเบื้องต้นที่ทำได้ง่ายและควรทำเป็นประจำทุกเดือน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตรวจหา คือ วันที่ 10 หลังจากมีประจำเดือนวันแรกไปแล้ว เพราะช่วงนั้นเต้านมมีขนาดเล็กที่สุด หากมีความผิดปกติจะสามารถตรวจพบได้ง่าย นอกจากนี้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35-40 ปี ขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี โดยให้ แพทย์ตรวจเต้านมร่วมกับการทำดิจิตอลแมมโมแกรมและทำอัลตราซาวด์ (Digital Mammogram with Ultrasound Breast) ด้วยเครื่องนี้เราสามารถตรวจพบความผิดปกติได้อย่างละเอียดตั้งแต่ขนาดเล็กๆ เพียง 0.5 -1 ซม. ซึ่งที่ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโอสถมีเครื่องมือที่ทันสมัยรองรับจึงช่วยให้การตรวจวินิจฉัยสามารถให้ผลได้อย่างแม่นยำ

Share This:   FacebookTwitterGoogle+

โครงการบ้าน ทาวน์โฮม

โครงการบ้าน ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ นนทบุรี ใหม่ ราคาถูก เปี่ยมสุขกรุ๊ป

Popular Posts

Recent Posts

Unordered List

Text Widget

ขับเคลื่อนโดย Blogger.
Copyright © PR-News | Powered by Blogger
Design by Blog Oh! Blog | Blogger Theme by NewBloggerThemes.com